ดูแลตัวเอง

เวทมนตร์ทั้ง 4 ที่จะทำให้เราได้ทุกอย่างตามที่ใจปรารถนา

มันคงจะดีหากมีเวทมนตร์ที่จะช่วยให้เราได้ทุกอย่างตามที่ใจปรารถนา เวทมนตร์ที่จะช่วยให้เรามีพลังอำนาจในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง เปลี่ยนแปลงมุมมองที่มีต่อโลกนี้ และคนอื่นๆ ก็จะเริ่มมองเราไม่เหมือนเดิม ปฏิบัติกับเราแตกต่างจากเดิม

จากหนังสือ Into the Magic Shop: A Neurosurgeon’s Quest to Discover the Mysteries of the Brain and the Secrets of the Heart เขียนโดย James Doty MD ที่ตอนเด็กๆ บังเอิญผ่านเข้าไปในร้านนักเวทย์ และชีวิตของเค้าได้เปลี่ยนไปหลังจากได้เรียนเวทมนตร์ทั้ง 4

เวทมนตร์ที่ทำให้ได้ในสิ่งที่ใจต้องการ หากแต่ต้องระวัง พึงเปิดใจก่อนใช้เวทมนตร์ จากนั้นนึกถึงสิ่งที่ใจต้องการจริงๆ ไม่เช่นนั้นแล้ว สิ่งที่เราคิดว่าใช่ มันอาจไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ

ความสำคัญของสมองและหัวใจ

ปัญญา จิตสำนึก เกิดขึ้นได้อย่างไร สมองเป็นอวัยวะที่เต็มไปด้วยปริศนา แต่สำหรับชาวอียิปต์โบราณนั้นเชื่อว่าศูนย์รวมปัญญาของมนุษย์อยู่ที่หัวใจ ดังนั้นในขั้นตอนการทำมัมมี่ หัวใจจึงเป็นสิ่งที่ต้องรักษาไว้ร่วมกับอวัยวะส่วนอื่นๆ แต่สำหรับสมองชาวอียิปต์โบราณมองว่าเป็นส่วนที่ไร้ค่า และถูกกำจัดออกไป ส่วนอริสโตเติลนั้นเชื่อว่าหน้าที่หลักของสมองคือการปรับลดอุณภูมิของเลือด นั่นทำให้มนุษย์ที่มีสมองขนาดใหญ่มีเหตุมีผลมากกว่าสัตว์เลือดร้อนทั่วไป

เป็นเวลากว่า 2 พันปี จนกระทั่งเราเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อสมองใหม่ สมองกลายเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญที่ขาดไม่ได้ เป็นศูนย์รวมของตัวตนของแต่ละคน ตลอดช่วงศตวรรษที่ 20 ผู้คนยังเชื่อว่าสมองเป็นส่วนที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่ในปัจจุบัน เรารู้กันว่าสมองเปลี่ยนแปลงได้ เปลี่ยนแปลงตามประสบการณ์ และความตั้งใจ ที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้เราเห็นการเปลี่ยนแปลงของสมองในระดับเซลล์ ยีนส์ และโมเลกุล ทำให้เห็นว่าเราทุกคนล้วนมีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงสมองของเราเองได้

ถึงแม้เราจะมีสมองที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทำงานเข้าจังหวะกับร่างกายเป็นอย่างดี แต่มันจะไร้ค่าหากหัวใจหยุดเต้น ดังนั้นอวัยวะทั้งสองอย่างต่างก็มีความสำคัญ งานวิจัยยังพบว่าหัวใจนั้นส่งสัญญาณข้อมูลไปยังสมองมากกว่าสมองส่งกลับซะอีก

เรามีระบบการคิดและอารมณ์ที่ชาญฉลาด ความคิดและอารมณ์ต่างก็มีผลต่อการตัดสินใจ แต่อารมณ์ที่รุนแรงสามารถกลบและปิดเสียงความคิดได้ ทำให้เราไม่อาจใช้ความคิดได้ดีในขณะที่เรามีอารมณ์รุนแรง

เรามักจะแยกความมีเหตุมีผลของสมอง ออกจากการใช้ความสัมพันธ์ของหัวใจ แต่สุดท้ายแล้วหัวจิตและหัวใจต่างก็รวมเป็นหนึ่งเดียวกันในร่างกาย

โครงข่ายประสาทที่อยู่รอบหัวใจนั้นต่างมีความสำคัญต่อการตัดสินใจและการใช้เหตุผลของเรา ประสิทธิภาพการทำงานร่วมกันของสมองและหัวใจ มันจะเป็นเครื่องชี้วัดความสุขและความเป็นอยู่ที่ดีของคนๆ หนึ่งได้

ดังนั้นการฝึกฝนเพื่อทำให้สมองและหัวใจทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวจึงเป็นสิ่งสำคัญ สมองของเราฉลาด แต่ก็อย่าลืมความฉลาดของหัวใจ เราใช้สมองนำพาไปยังความสำเร็จ ยกระดับชีวิตของเราให้ดีขึ้นได้ แต่สุดท้ายแล้วเป็นหัวใจที่จะทำให้เราเข้าถึงความมั่งคั่งที่แท้จริง

สมองนั้นรู้เรื่องต่างๆ มากมาย และมันจะรู้มากขึ้นหากใช้ใจร่วมด้วย

เวทมนตร์ที่จะกล่าวถึงนั้น ต่างก็ช่วยทำให้เปลี่ยนวิธีที่สมองและหัวใจทำงานร่วมกัน และสุดท้ายมันจะช่วยเปลี่ยนแปลงตัวเรา เปลี่ยนมุมมองของเราที่มีต่อโลก เปลี่ยนมุมมองที่คนอื่นมีต่อเรา และเปลี่ยนวิธีที่คนเหล่านั้นปฏิบัติกับเราด้วย

เวทมนตร์ที่ 1 ผ่อนคลายร่างกาย

เส้นประสาทเวกัส (Vegus nerve) เป็นเส้นประสาทที่เชื่อมหัวใจเข้ากับแกนกลางของสมองส่วนเมดัลลาออบลองกาตา (Medulla oblongata) และถ้าเราเพิ่มการส่งข้อมูลในรูปกระแสประสาท โดยการผ่อนคลายและกำหนดลมหายใจให้ช้าลง มันจะช่วยกระตุ้นระบบประสาทพาราซิมพาเทติก (Parasympathetic) ซึ่งเป็นระบบประสาทที่ทำงานในสภาวะพักของร่างกาย ทำให้หัวใจเต้นช้าลง และความดันเลือดลดลง

เมื่อสมองตรวจจับสัญญาณเตือนภัย เช่น เกิดเหตุการณ์ร้าย เกิดความกลัว ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอด สถานการณ์ที่ตัดสินความเป็นตายของชีวิต ระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic nervous system) ซิมพาเทติก (Sympathetic) ก็จะทำงาน และหลั่งสารอะดรีนาลีน (Adrenaline) ออกมา ฮอร์โมนส์ที่หลั่งออกมาโดยไฮโพทาลามัส (Hypothalamus) ก็จะไปกระตุ้นต่อมหมวกไต (Adrenal gland) และฮอร์โมนส์ความเครียดคอร์ติซอล (Cortisol) ถูกสร้างขึ้นมา

การกระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติก (Sympathetic) เป็นการเตรียมร่างกายสำหรับสภาพที่กดดัน เคร่งเครียด หรือกิจกรรมที่ต้องใช้พลังงานมาก เป็นการเตรียมตัวเพื่อสู้หรือหนี

ระบบต่างๆ ในร่างกายที่ไม่ได้มีส่วนร่วมต่อสู้เพื่อชีวิตจะถูกปิดและหยุดทำงาน เช่น ระบบย่อยอาหารทำงานช้าลง หลอดเลือดหดตัวลงยกเว้นในส่วนของกล้ามเนื้อที่จะขยายออก ระยะการได้ยินใกล้ขึ้น ระยะการมองเห็นแคบลง หัวใจเต้นเร็วขึ้น ปากแห้งเพราะต่อมน้ำตา (Lacrimal gland) ปรับและระงับการหลั่งน้ำลาย

การตอบสนองนี้มีความสำคัญถ้าเราตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด แต่ความเครียดที่เกิดจากการตอบสนองของร่างกายแบบนี้ มันควรจะเกิดขึ้นชั่วคราวเท่านั้น หากเราใช้ชีวิตในแต่ละวันโดยมีความเครียดสะสมเป็นระยะเวลานานก็จะมีผลต่อร่างกายและจิตใจ ทำให้โกรธ วิตก กังวล หงุดหงิด เจ็บหน้าอก ปวดหัว นอนไม่หลับ และบั่นทอนระบบภูมิต้านทานโรค

ลองนึกสภาพการทำงานที่มองไปทางซ้ายก็จะเจอหัวหน้าที่ต้องหวั่นเกรง ทางขวาก็เป็นเพื่อนร่วมงานที่ต้องแข่งขัน ชิงดีชิงเด่นกัน สภาวะการทำงานที่เครียดจากการมองทุกคนกลายเป็นศัตรู ก็เหมือนกับบรรพบุรุษของเราที่ต้องคอยเอาชีวิตรอดจากสัตว์นักล่าอื่นๆ ต่างกันตรงที่เค้าไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางศัตรูทั้งวันแบบเรา

เราสามารถฝึกฝนกำหนดจังหวะหายใจให้ช้าลง เพื่อทำให้ปรับความดันเลือดลดลง ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจลดลง ไม่มีสัญญาณที่ถูกส่งออกไปยังสมองเพื่อเข้าสู่โหมดสู้หรือหนี ร่ายกายก็จะสงบนิ่งและผ่อนคลายมากขึ้น เมื่อฝึกฝนต่อไปเรื่อยๆ สมองจะเรียนรู้รูปแบบใหม่และตอบสนองโดยที่เรายังคงสงบ และความเครียดที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันก็จะลดลง

ขั้นตอนการผ่อนคลายร่างกาย

  1. หาเวลาที่เหมาะสม ฝึกฝนในที่ที่ไม่มีใครรบกวน
  2. ไม่ฝึกในขณะที่ร่างกายยังเครียดมีเรื่องรบกวน หรือทำกิจกรรมเหนื่อย
  3. นั่งพัก ทำตัวตามสบาย ประมาณ 2-3 นาที นึกถึงสิ่งที่อยากได้จากการฝึก จากนั้นจึงเริ่มหลับตาลง
  4. สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ทางจมูก และหายใจออกทางปากช้าๆ ทำไปเรื่อยๆ จนคุ้นเคย
  5. เมื่อรู้สึกคุ้นเคยกับการหายใจแบบนี้แล้ว นึกภาพตัวเองที่กำลังนั่งอยู่
  6. จากนั้นพุ่งความสนใจไปที่นิ้วและเท้า ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ นึกภาพนิ้วเท้ากำลังหายไปในแต่ละจังหวะหายใจ
  7. หากเกิดความคิดเข้ามาในหัว ให้กลับไปเริ่มใหม่ โดยการผ่อนคลายนิ้วและเท้าอีกครั้ง
  8. หลังจากที่เราสามารถผ่อนคลายนิ้วและเท้าได้แล้ว จึงเลื่อนขึ้นไปฝึกส่วนบนของร่างกายเรื่อยๆ เช่น น่อง ต้นขา
  9. ผ่อนคลายกล้ามเนื้อช่วงท้อง หน้าอก กระดูกสันหลัง คอและไหล่ สุดท้ายฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่หน้าและศรีษะ
  10. หลังจากที่ผ่อนคลายกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายแล้ว จะสังเกตได้ว่ามีความสงบเกิดขึ้น ทำให้รู้สึกดีจนกระทั่งง่วงนอนได้
  11. พยายามอดทนฝึกฝนจนชิน ทำให้ร่างกายผ่อนคลาย แต่ก็ยังคงมีสติไม่ง่วงหลับล้มลงไป
  12. พุ่งความสนใจไปที่หัวใจ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อหัวใจ หายใจช้าลง แล้วเราจะพบว่าหัวใจเต้นช้าลง
  13. นึกภาพตัวเองที่กำลังผ่อนคลายเต็มที่ รู้สึกถึงการมีอยู่อย่างนั้น และหายใจเข้าออกช้าๆ
  14. จดจำช่วงเวลาของความสงบและผ่อนคลายนี้ไว้ จากนั้นจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น และนั่งนิ่งๆ ต่อไปอีกสัก 2-3 นาที

เวทมนตร์นี้ มาจากโลกตะวันออก และมีการสอนกันมานานนับพันปี ปัจจุบันวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์และยอมรับแล้วว่า การเปลี่ยนแปลงในสมองนั้นเกิดขึ้นจริง และเราสามารถฝึกสมองเพื่อเพิ่มระดับความสนใจ ทำให้ใจไม่วอกแวกและไม่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าสิ่งรบกวนในหัว ที่มันอาจส่งผลต่อการคิดและตัดสินใจของเรา

หลังจากสงบจิตใจ ผ่อนคลายร่างกาย เราจะพบว่าชีวิตมีอะไรมากกว่าที่ตาเห็น เราสามารถทำสิ่งอัศจรรย์ที่ไม่คิดว่าจะทำได้ เราควบคุมชะตาชีวิตของเราเองได้

ในชีวิต ถึงแม้มีหลายอย่างที่เราไม่อาจควบคุมหรือยากที่จะควบคุม โดยเฉพาะเมื่อเรายังเป็นเด็ก แต่ก็ยังมีสิ่งที่เราควบคุมได้ นั่นคือร่างกายของราเอง ควบคุมจิตใจของเราเอง ฟังดูเป็นความสามารถที่ไม่มีอะไร แต่แท้จริงเป็นสิ่งที่ทรงพลังและมีอำนาจเปลี่ยนแปลงทุกๆ อย่างได้

เวทมนตร์ที่ 2 สงบจิตใจ ปิดเสียงในหัว

ใจเราคิดไม่หยุด คิดเกี่ยวกับการคิด เราต่างก็มีเสียงในหัวที่ไม่เคยหยุด เริ่มตั้งแต่ที่ตื่นและลุกออกจากที่นอน มันก็อยู่ที่นั่นแล้ว เหมือนกับดีเจที่คอยบอกเราทุกๆ นาทีในแต่ละวัน ทำให้เรารู้ว่ามีอะไรกำลังจะเกิดขึ้นบ้าง

นึกถึงดีเจที่กำลังบอกเราเรื่องต่างๆ ตลอดทั้งวัน จนเราชิน ราวกับว่าดีเจเปิดเสียงดังสุดๆ และไม่เคยปิดมันเลย

เสียงในหัวที่คอยตัดสินทุกๆ อย่างในชีวิต ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องดีหรือร้าย และใจเราก็ตอบสนองต่อเสียงนั้น ราวกับว่าดีเจมันรู้จักเราดีจริงๆ และสิ่งที่เราตอบสนองนั้น บางครั้งอาจไม่ได้ทำให้เกิดเรื่องดีๆ ขึ้นเลย

ตัวตนของเราจริงๆ ไม่ใช่เสียงในหัว แต่คือคนที่กำลังฟังดีเจ คนที่ฟังเสียงอยู่ในหัวของเรา

เสียงในหัวไม่ใส่สิ่งที่จะเชื่อได้เสมอไป หลายครั้งที่มันบอกผิดมากกว่าถูก ดังนั้นเราจึงต้องหัดเรียนรู้ที่จะปรับเสียงในหัวลงและปิดมันไปในที่สุด ถึงตอนนั้นเราจะได้ยินเสียงที่มาจากส่วนอื่นๆ เสียงที่ดังมาจากใจของเราเอง

เวลาที่เจ็บป่วยไม่สบาย ตอนกลางคืนเราจะสังเกตว่าความเจ็บปวดมันเกิดขึ้นและรับรู้ได้มากกว่าในตอนกลางวัน นั่นเป็นเพราะตอนกลางคืนมีสิ่งรบกวนน้อยกว่าตอนกลางวัน จิตใจเงียบลงและความเจ็บปวดในร่างกายก็ส่งเสียงร้องได้ชัดขึ้น

เรียนรู้ที่จะไม่ตอบสนองต่อความคิดอย่างที่เคยทำ สิ่งที่เราไม่สามารถควบคุม เช่น ความอยากเปลี่ยนแปลงอดีต หรือความกังวลต่ออนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น

ขั้นตอนการสงบจิตใจ

  1. เริ่มต้นจากการผ่อนคลายร่างกายให้ได้ก่อน
  2. จากนั้นจึงพุ่งความสนใจ จดจ่ออยู่ที่ลมหายใจ
  3. หากเกิดความคิดเข้ามาในหัว ให้กลับไปจดจ่ออยู่ที่ลมหายใจ
  4. ใช้เทคนิคในการจัดการกับความคิดในหัว เช่น นึกถึงลมที่ผ่านจมูก หรือใช้คำพูดซ้ำไปมา หรือใช้แสงเทียน
  5. อดทนและพยายามเพราะมันอาจใช้เวลานานก่อนที่จะเห็นผลและสงบจิตใจลงได้
  6. ฝึกฝนสงบจิตใจลงประมาณ 20-30 นาทีต่อวัน

ประโยชน์ของการสงบจิตใจลงได้นั้น คือการที่เราคิดได้กระจ่างชัดเจน

เวทมนตร์ที่ 3 เปิดใจ ยอมรับ

ทุกคนล้วนเคยทำผิดพลาด เราต่างมีช่วงเวลา ที่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ชีวิต ที่ทำให้เกิดความปวดร้าว

หากหกล้มหัวเข่าเป็นแผลบาดเจ็บ เราจะดูแลมันยังไง เราก็คงจะทำความสะอาดด้วยน้ำ ใส่ยา เอาผ้าพันแผลไว้ แล้วหวังว่าแผลมันจะหายไป เราคงจะไม่แกล้งทำเป็นว่าเข่ามันไม่มีแผล แกล้งไม่เจ็บไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เช่นเดียวกับแผลใจ ที่เราต้องดูแลรักษาแผลให้หาย ไม่งั้นมันก็จะแสดงอาการและทำให้เราเจ็บปวดอยู่เรื่อยๆ

ไม่ว่ายังไงเราก็จะต้องเจ็บปวด แต่บาดแผลความเจ็บปวดนั้นก็มีหน้าที่ของมัน เมื่อใจเราเจ็บปวด นั่นเป็นช่วงเวลาที่ใจเราเปิด เราเติบโตจากบาดแผลความเจ็บปวด เราเติบโตขึ้นจากความยากลำบาก

ดังนั้นเราจึงควรน้อมรับมันไว้ในชีวิต คนที่ไม่เคยผ่านชีวิตของความยากลำบากนั้นน่าสงสาร เพราะคนเหล่านั้นขาดโอกาสที่จะได้เติบโต

การเปิดใจนั้น ส่วนหนึ่งคือการรู้จักห่วงใยคนอื่น อีกส่วนคือการรู้จักห่วงใยตนเอง

เราแต่ละคนต่างมีโอกาสเลือกสิ่งที่เรายอมรับเข้าในในชีวิต ตอนเด็กๆ เราอาจไม่มีทางเลือกมากนัก เราเกิดและโตในครอบครัว ต้องอยู่ในสถานการณ์ที่เลือกไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ล้วนอยู่นอกเหนือการควบคุม แต่เมื่อเราโตขึ้น เรามีทางเลือกมากขึ้น เราเลือกเองโดยที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว เราตัดสินใจที่จะยอมให้คนอื่นปฏิบัติกับรายังไง อะไรที่เรายอมรับหรือยอมรับไม่ได้

เราต้องรู้จักยืนหยัดเพื่อตัวเอง เพราะไม่มีใครจะทำแทนเราได้

รู้จักเห็นคุณค่าของตัวเอง ห่วงใยคนอื่น ห่วงใยตนเอง เลือกแต่สิ่งดีๆ ให้ตัวเอง เลือกแต่สิ่งดีๆ ให้คนอื่น รักตัวเอง รักคนอื่น เปิดใจยอมรับคนอื่นๆ เปิดใจให้คนอื่นรับไป

สิ่งที่เรามีเหมือนกันในตอนแรกเกิดคือเสียงที่เราได้ยิน เสียงเต้นของหัวใจแม่ จังหวะการเต้นเป็นความสัมพันธ์แรกที่เกิดขึ้นกับเราทุกคน ความสัมพันธ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นที่สมอง แต่มันเกิดขึ้นที่ใจ

หัวใจคือที่ที่เราจะพบความอุ่นใจในที่มืด นั่นเป็นที่ที่เราผูกพันธ์ ที่ผูกเราไว้ด้วยกัน และหลุดไปเมื่อแยกจากกัน

หัวใจเรามีเวทมนตร์ มันคือเวทมนตร์แห่งความรัก

งานวิจัยพบว่าหัวใจเป็นอวัยวะที่ฉลาด ที่ส่งผลต่อสมองและส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ทั้งอารมณ์และการใช้เหตุผลตัดสินใจ หัวใจไม่ได้รอฟังคำสั่งจากสมอง แต่หัวใจคิดได้เองและส่งสัญญาณไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย

ขั้นตอนของการเปิดใจ

  1. เริ่มต้นจากการผ่อนคลายร่างกายให้ได้ก่อน
  2. เมื่อร่างกายผ่อนคลายแล้ว ให้จดจ่ออยู่ที่ลมหายใจ พยายามไม่คิดอะไร
  3. แต่เมื่อเกิดความคิดขึ้นมา ให้กลับไปจดจ่ออยู่ที่ลมหายใจ
  4. นึกถึงคนที่รักและห่วงใยเราหรือคนที่รักเรา
  5. รับรู้ถึงความอบอุ่นที่เกิดขึ้นจากความรักนั้น และยอมรับในความไม่สมบูรณ์แบบของมัน
  6. นึกถึงคนที่เราห่วงใย แล้วส่งความรักไปให้กับคนนั้น
  7. ลองนึกถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นหากว่าคนนั้นยอมรับและรักเรา
  8. รับรู้ถึงความอบอุ่นที่มีคนรักและปกป้องเราถึงแม้เราจะไม่สมบูรณ์แบบ
  9. นึกถึงคนที่ทำให้เกิดปัญหาขึ้น คนที่เราไม่ชอบ คนที่เรารู้สึกไม่ดีด้วย
  10. มองคนๆ นั้นเป็นตัวเอง มองว่าเค้าก็เป็นคนที่ไม่สมบูรณ์แบบเช่นกัน คนที่อาจทำผิดพลาดได้
  11. นึกถึงคนที่เรารัก จากนั้นมอบความรักให้กับคนที่มีปัญหากับเรา
  12. มองทุกๆ คนว่ามีข้อบกพร่อง ไม่สมบูรณ์แบบเช่นเดียวกัน ทุกคนต่างทำความผิดพลาด พลาดพลั้งทำร้ายคนอื่นๆ
  13. ส่งมอบความรักให้กับคนเหล่านั้น ยอมรับและไม่สนใจว่าคนอื่นๆ จะตอบสนองกลับมายังไง

สิ่งสำคัญคือเราเปิดใจ ใจที่เปิดสามารถสานสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ได้ และมันจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง

เวทมนตร์ต่อไปนั้น จะช่วยให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ แต่จำเป็นต้องรู้ก่อนว่า สิ่งที่เราคิดว่าเราต้องการนั้น อาจไม่ใช่สิ่งที่ดีต่อเราหรือคนอื่นเสมอไป เราต้องรู้จักเปิดใจที่จะเรียนรู้สิ่งที่เราต้องการก่อนที่จะใช้เวทมนตร์นี้ เพราะถ้าเราไม่รู้ว่าใจเราต้องการอะไร มันอาจลงเอยในแบบที่เราได้ในสิ่งที่เราไม่ต้องการจริงๆ

เวทมนตร์ที่ 4 ตั้งเป้าหมาย นึกถึงสิ่งที่ต้องการ

เราสามารถได้ทุกอย่าง เพียงแค่นึกถึงสิ่งที่เราต้องการ นึกภาพตัวเองในขณะที่ได้สิ่งนั้นมาแล้ว

มันง่ายและยากในเวลาเดียวกัน เริ่มต้นจากผ่อนคลายร่างกาย จากนั้นเคลียร์สมองเอาความคิดต่างๆ ออกไปจากหัว เปิดใจ แล้วมันจะทำให้เราตั้งเป้าหมายได้ชัดเจน

สมองเราเลือกสิ่งที่คุ้นเคย การนึกภาพความสำเร็จของตัวเองในหัว มันจะทำให้สมองเกิดความคุ้นเคย ไม่ว่าสิ่งที่เราต้องการคืออะไร สมองจะจดจ่ออยู่กับมัน และในที่สุดก็ทำให้สิ่งนั้นปรากฏอยู่ต่อหน้าเรา

ลองนึกถึงตอนที่เราตั้งใจอยากลดน้ำหนัก เวทมนตร์มันจะเปลี่ยนการตัดสินใจของเราในร้าน 7-11 แทนที่จะได้น้ำอัดลม ขนมมันฝรั่งทอด หรือช้อกกะแล็ตติดมือ ความคุ้นเคยของสมองที่เกิดขึ้นจากการตั้งใจลดน้ำหนัก มันจะทำให้เราได้เพียงแค่น้ำเปล่ากับเงินเหลือเก็บ

ความตั้งใจเป็นสิ่งสำคัญ มันสามารถเปลี่ยนแปลงสมองของเราได้ ทำให้สร้างสมองเนื้อสีเทาเพิ่มขึ้น (Grey matter)  ที่ช่วยในการเรียนรู้ ทำงาน และทำความฝันให้เป็นจริง

การนึกภาพถึงสิ่งที่ต้องการทำให้เกิดความคุ้นเคยในเซลล์สมอง สมองส่วนที่วางแผน แก้ไขปัญหา ตัดสินใจ ใช้เหตุผล บันทึกความทรงจำ ทำให้ปรับอารมณ์ในการตอบสนอง ทำให้เอาชนะและเลิกนิสัยที่ไม่ดีได้ ช่วยให้เราเลือกได้ดีขึ้น

นึกภาพตัวเองถึงสิ่งที่ต้องการในชีวิต ใจจดจ่ออยู่กับความตั้งใจที่จะทำความฝันให้ได้ ถึงแม้จะยังไม่รู้รายละเอียดมากนัก แต่การตั้งใจทำตามเป้าหมายให้สำเร็จนั้นมีเวทมนตร์อยู่ในตัวของมัน

จักรวาลมักจะมีแผนการที่จะช่วยให้เราไปยังที่ที่เราจำเป็นต้องไปเสมอ

เราแต่ละคนต่างสามารถเปลี่ยนสมอง เปลี่ยนมุมมอง เปลี่ยนการตอบสนอง เปลี่ยนชีวิตของตัวเองได้ เราใช้พลังที่เกิดจากจิต พลังที่เกิดขึ้นจากใจ เพื่อสร้างทุกอย่างให้เกิดขึ้นอย่างที่เราต้องการ แต่มันก็ยังต้องอาศัยความพยายามของเราด้วย เรายังคงต้องมีวินัย ตั้งใจพยายามทำให้มันเกิดขึ้น

เราไม่อาจกินยาวิเศษแล้วทำให้กลายร่างเป็นหมอ เวทมนตร์ไม่อาจเปลี่ยนคนให้กลายเป็นหมอได้ในทันที แต่เรามีทางเลือกที่จะควบคุมจิตใจและตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ และใช้ใจสัมผัสผู้คนรอบๆ ตัวเรา

พลังถูกสร้างและถูกทำลาย พลังงานสามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบและไหลจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งได้ พลังงานสามารถไหลจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งได้

เมื่อสมองเปลี่ยน ตัวเราเองก็จะเปลี่ยน สมองที่จดจ่อ สมองที่จำได้ดีขึ้น จะช่วยให้เข้าใจเรื่องยากๆ ได้เร็วขึ้น ช่วยให้ประสบความสำเร็จในการเรียนและการทำงาน

เมื่อใจเราเปลี่ยน ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะเปลี่ยน นอกจากจะทำให้เรามองโลกนี้เปลี่ยนไปแล้ว มันยังเปลี่ยนมุมมองของคนอื่นที่มีต่อเรา และนั่นก็ทำให้คนอื่นๆ เปลี่ยนวิธีปฏิบัติต่อเราอีกด้วย

ขั้นตอนการตั้งเป้าหมาย

  1. นั่งในห้องเงียบๆ แล้วหลับตาลง
  2. นึกถึงเป้าหมายหรือสิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้น
  3. ผ่อนคลายร่างกาย จดจ่ออยู่ที่ลมหายใจ เคลียร์สมองเอาความคิดออกไป
  4. หากเกิดความคิดขึ้น ให้กลับไปสนใจที่ลมหายใจ
  5. จากนั้นนึกถึงเป้าหมาย นึกภาพตัวเองที่ทำได้ตามเป้าหมาย
  6. รับรู้ถึงความรู้สึกดี อารมณ์ที่เกิดขึ้นจากการทำได้ตามเป้าหมาย
  7. พยายามนึกภาพให้ชัดเจนมากขึ้น ใส่รายละเอียดเข้าไปให้มากขึ้นเรื่อยๆ
  8. แต่ละครั้งที่ฝึก จะพบว่าความต้องการหรือเป้าหมายนั้นจะชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ

เวทมนตร์ของการทำสมาธิ

ถึงตอนนี้เราคงรู้กันแล้วว่า เวทมนตร์ทั้งหมดของบทความ มันคือการทำสมาธินี่เอง เวทมนตร์ของการทำสมาธิที่จะช่วยให้เราทำตามเป้าหมายได้สำเร็จ

  • การทำสมาธิช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย ช่วยสงบจิตใจ และนำพาเราเข้าใกล้เป้าหมายในชีวิต
  • การทำสมาธิไม่ใช่การมุ่งหยุดคิด แต่เป็นการปล่อยใจให้เป็นอิสระจากความคิดและการควบคุมที่ทำให้เกิดความตึงเครียด
  • การทำสมาธิทำให้เกิดพลังที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตและทำให้เป็นคนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการผ่อนคลายร่างกายและสงบจิตใจ
  • การทำสมาธิส่งผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิต แต่มันจะได้ผลมากที่สุดเมื่อเราใช้ในทางที่ดี มีความตั้งใจดี
  • การทำสมาธิช่วยทำให้จิตใจเข้มแข็ง ทำให้ใจจดจ่อ ทำให้ภาพความตั้งใจนั้นชัดเจนมากขึ้น

หากความตั้งใจหรือเป้าหมายถูกกำหนดด้วยสมองไม่ใช่หัวใจ ความตั้งใจที่ไม่ดีก็อาจเกิดขึ้นได้ง่ายๆ หากความตั้งใจคือการทำเงิน โดยเอาเปรียบหรือทำร้ายคนอื่นๆ  การทำสมาธิก็จะกลายเป็นอาวุธของคนเห็นแก่ตัว การทำสมาธิของคนนั้นอาจช่วยให้มีเงินมากขึ้น แต่ก็ไม่อาจทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นได้

เช่นเดียวกับผู้เขียน นับตั้งแต่อายุ 12  Dr. James Doty ใช้การทำสมาธิเพื่อหวังทำให้ตัวเองรวยและประสบความสำเร็จในการเป็นหมอ ถึงแม้เค้าจะทำได้ แต่ก็ยังไม่เกิดความพึงพอใจในชีวิต สุดท้ายเค้าเข้าใจความผิดพลาดของตัวเองว่าเกิดจากการไม่ใช้ใจในการตัดสินใจ และปัญญาของเรานั้นไม่ได้เกิดจากสมองเพียงอย่างเดียว แต่ปัญญาที่แท้จริงเกิดขึ้นมาจากหัวใจด้วย

ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นนั้นเป็นผลมาจากการทำสมาธิ การฝึกฝนจะช่วยเปิดใจของเรา แล้วความต้องการตามธรรมชาติที่อยากจะสานสัมพันธ์กับคนอื่นก็จะทำหน้าที่ของมัน เรียนรู้ที่จะใช้ความเห็นอกเห็นใจนำทาง ใช้มันช่วยในการตัดสินใจ ไม่ว่าการตัดสินใจนั้นจะด้วยอารมณ์หรือเหตุผล มันจะช่วยให้ชีวิตเราได้รับรางวัล

การทำสมาธินั้น ช่วยให้เรามีความรู้สึกเข้าใจผู้อื่นมากขึ้น ทำให้เราคิดถึงหัวใจ คิดด้วยใจ ไม่ใช้แต่หัวเพียงอย่างเดียว นั่นทำให้เรามีสุขภาพที่ดีและมีชีวิตที่สงบ ทำให้โลกนี้น่าอยู่มากขึ้น

Like what you read? Please share it with your friends so we can get their thoughts!

Previous ArticleNext Article

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *